
📋 สารบัญบทความ
ยารักษาสิวมีหลายกลุ่ม แต่ละกลุ่มแก้คนละกลไก การเลือกผิดกลุ่มคือสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของคำว่า “ใช้แล้วไม่หาย”
⚠️ บทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำสั่งการรักษา ยาบางกลุ่มโดยเฉพาะยากินต้องสั่งโดยแพทย์เท่านั้น การซื้อยากินเองหรือใช้ยาต่อจากคนอื่นอาจเป็นอันตราย
แผนที่ยารักษาสิว
| กลุ่มยา | แก้กลไกไหน | เหมาะกับสิวแบบ |
|---|---|---|
| Benzoyl Peroxide | ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย | สิวอักเสบ สิวหนอง |
| Retinoid / Adapalene | ป้องกันการอุดตัน | สิวอุดตัน + ป้องกันระยะยาว |
| Azelaic Acid | ฆ่าเชื้อ + ลดอักเสบ + ลดเม็ดสี | สิว + รอยดำ ผิวแพ้ง่าย |
| ยาปฏิชีวนะ | ลดแบคทีเรียและการอักเสบ | สิวอักเสบปานกลาง–มาก |
| Isotretinoin | ลดการทำงานต่อมไขมันโดยตรง | สิวรุนแรง ดื้อการรักษา |
Benzoyl Peroxide
ทำงานโดยปล่อยออกซิเจนเข้าไปในรูขุมขน ซึ่งแบคทีเรียสิวไม่ชอบ จุดเด่นคือไม่ทำให้เชื้อดื้อยา จึงใช้ระยะยาวได้
- ความเข้มข้น 2.5% ได้ผลใกล้เคียง 5% และ 10% แต่ระคายเคืองน้อยกว่ามาก — เริ่มที่ตัวนี้
- เริ่มทาวันเว้นวันก่อน แล้วค่อยเพิ่มเป็นทุกวัน
- ทำให้ผ้าและผมสีซีด ระวังปลอกหมอนและผ้าเช็ดตัว
- เห็นผลใน 4–8 สัปดาห์
Retinoid / Adapalene
อนุพันธ์วิตามินเอที่เร่งการผลัดเซลล์ผิวและป้องกันไม่ให้รูขุมขนอุดตันตั้งแต่ต้นทาง ถือเป็นตัวหลักของการรักษาสิวระยะยาว เพราะแก้ที่จุดเริ่มต้น
Adapalene เป็นเรตินอยด์ที่นิยมใช้เป็นตัวแรก เพราะทนแสงได้ดีกว่าและระคายเคืองน้อยกว่าเรตินอยด์รุ่นเก่า
💡 กฎการใช้ที่ทำให้ไม่พัง:
• ทาบางมาก ปริมาณเท่าเมล็ดถั่วเขียวพอสำหรับทั้งหน้า
• เริ่มสัปดาห์ละ 2–3 คืน แล้วค่อยเพิ่ม
• ทาบนผิวแห้งสนิท หลังล้างหน้า 20 นาที
• ทามอยส์เจอไรเซอร์ตาม หรือทาก่อนก็ได้ถ้าผิวบอบบาง
• ต้องกันแดดทุกวัน เพราะผิวไวแสงขึ้น
ช่วง 2–6 สัปดาห์แรกอาจมีผิวลอก แดง และสิวขึ้นมากกว่าเดิม เป็นเรื่องปกติ ต้องอดทน ผลจริงเห็นที่ 8–12 สัปดาห์
Azelaic Acid
ตัวที่ถูกมองข้ามบ่อย แต่มีจุดเด่นคือทำได้ 3 อย่างพร้อมกัน — ฆ่าเชื้อ ลดการอักเสบ และลดเม็ดสี จึงเหมาะกับคนที่มีทั้งสิวและรอยดำ
ระคายเคืองน้อย ใช้ได้กับผิวแพ้ง่าย และเป็นหนึ่งในไม่กี่ตัวที่ใช้ได้ระหว่างตั้งครรภ์ (แต่ต้องปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ)
ยาปฏิชีวนะ
ใช้คุมการอักเสบในกรณีสิวปานกลางถึงรุนแรง มีทั้งแบบทาและแบบกิน
⚠️ หลักการใช้ที่สำคัญ:
• ใช้ระยะสั้น โดยทั่วไปไม่เกิน 3–4 เดือน
• ต้องใช้คู่กับ Benzoyl Peroxide หรือ Retinoid เพื่อลดโอกาสเชื้อดื้อยา
• ไม่ใช้เดี่ยวๆ ระยะยาว เพราะเชื้อจะดื้อและกลับมาเป็นหนักกว่าเดิม
• ต้องสั่งโดยแพทย์เท่านั้น
Isotretinoin
ยากินที่ได้ผลแรงที่สุด ออกฤทธิ์ลดขนาดและการทำงานของต่อมไขมันโดยตรง ใช้ในกรณีสิวรุนแรง สิวที่ทิ้งแผลเป็น หรือสิวที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาอื่น
⚠️ ข้อควรรู้ที่สำคัญมาก
• ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์เด็ดขาด ทำให้ทารกพิการรุนแรง ผู้หญิงต้องคุมกำเนิดเคร่งครัดระหว่างใช้และหลังหยุดยาตามที่แพทย์กำหนด
• ต้องตรวจเลือดติดตามค่าตับและไขมันเป็นระยะ
• ผลข้างเคียงที่พบบ่อยคือปากแห้งมาก ผิวแห้ง ตาแห้ง
• ต้องหยุดยาอย่างน้อย 6 เดือนก่อนทำเลเซอร์หรือหัตถการที่ทำให้เกิดแผล
• ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ตลอดการรักษา ห้ามซื้อกินเองโดยเด็ดขาด
ใช้ร่วมกันอย่างไรไม่ให้ผิวพัง
| เวลา | ทาอะไร |
|---|---|
| เช้า | ล้างหน้าอ่อนโยน → Azelaic Acid หรือ Vitamin C → มอยส์เจอไรเซอร์ → กันแดด |
| เย็น | ล้างเครื่องสำอาง → ล้างหน้า → Retinoid → มอยส์เจอไรเซอร์ |
| สลับคืน | คืนที่ไม่ทา Retinoid ใช้ Benzoyl Peroxide แทน |
สิ่งที่ไม่ควรทำ
- ทา Retinoid + AHA/BHA + Benzoyl Peroxide ในคืนเดียวกัน
- ทา Benzoyl Peroxide พร้อม Retinoid บางชนิด อาจทำให้ยาเสื่อมฤทธิ์ — ให้แยกเวลา
- เพิ่มยาใหม่หลายตัวพร้อมกัน จนไม่รู้ว่าตัวไหนได้ผลหรือตัวไหนแพ้
- หยุดยาทันทีที่สิวหาย — ควรค่อยๆ ลดตามที่แพทย์แนะนำ ไม่งั้นสิวกลับมา
ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ Veluxe Clinic เชียงใหม่
ทีมแพทย์พร้อมประเมินสภาพผิวและออกแบบโปรแกรมรักษาที่เหมาะกับคุณโดยเฉพาะ สอบถามรายละเอียดผ่าน LINE OA ได้เลย ปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
นัดหมายฟรีเลย →